การถ่ายภาพพลุ

การถ่ายภาพพลุ

firework_title
firework_10
การถ่ายภาพงานแสดงพลุหรือ ดอกไม้ไฟ  ก็ เหมือนกับการถ่ายภาพประเภทอื่นที่ต้องอาศัยความคุ้นเคยอยู่พอสมควร การคาดหวังให้ได้ภาพดีกับการถ่ายครั้งแรกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเตรียมตัวให้พร้อม พร้อมในเรื่องของอุปกรณ์ พร้อมในเรื่องของข้อมูลกำหนดการและสถานที่ และสุดท้ายก็คือเทคนิควิธีการถ่ายภาพ การที่เราได้ล่วงรู้ก่อนถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ย่อมทำให้เราพร้อมที่จะรับมือและควบคุมทุกสิ่งให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ ไม่มากก็น้อย
เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม
1. กล้องและเลนส์ถ่ายภาพ ถ้าจะว่ากันถึงเรื่องอุปกรณ์แล้วอันดับแรกก็คงต้องพูดถึงเรื่องกล้อง สำหรับการถ่ายภาพพลุกล้องที่เหมาะสมที่สุดก็คงต้องเป็นกล้อง DSLR เพราะสามารถควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้มากกว่ากล้องประเภทอื่น อีกทั้งยังเลือกเลนส์ที่จะใช้ได้อย่างอิสระ แต่ถ้าหากกล้องที่คุณใช้อยู่ไม่ใช่กล้อง DSLR ให้ลองสำรวจดูให้แน่ใจว่ามันสามารถเลือกเปิดความเร็วชัตเตอร์ได้นานพอ อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 4 หรือ 8 วินาที ถ้ามีโหมดชัตเตอร์ B (bulb) ก็ยิ่งดี และควรมีโหมด Manual สำหรับปรับตั้งค่ารูรับแสงและความเร็วชัตเตอร์ได้ตามที่เราต้องการ สำหรับกล้องคอมแพ็คขนาดเล็กที่ไม่มีโหมดแมนนวล ในบางรุ่นจะมีโหมดสำเร็จรูปสำหรับถ่ายภาพพลุมาให้ ลองดูใน Scenes mode หาคำว่า Firework ก็คงพอใช้แทนได้ แต่ก็ต้องทำใจไว้หน่อยเพราะมันมีข้อจำกัดอยู่หลายอย่างเช่นกัน ลองศึกษาจากคู่มือให้ละเอียดดูอีกทีจะได้รู้ว่าขีดความสามารถของกล้องเราจะ ทำได้มากน้อยแค่ไหน เป็นต้นว่าเมื่อใช้โหมดถ่ายพลุแล้วจะสามารถเปิดชัตเตอร์ได้นานสูงสุดกี่ วินาที เพื่อให้เราสามารถกะจังหวะในการกดชัตเตอร์ได้ถูกต้อง กล้องบางรุ่นเปิดชัตเตอร์ได้นานสุดแค่เพียง 2 วินาที ก็อาจต้องรอจังหวะที่พลุแตกตัวแล้วจึงกดชัตเตอร์ถึงจะได้ภาพ หากกดตั้งแต่จังหวะแรกที่ได้ยินเสียงปัง กว่าพลุจะลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าชัตเตอร์ก็อาจปิดตัวเสียก่อนที่พลุจะแตกเป็นลูก ไฟ แต่ถ้าเปิดชัตเตอร์ได้นานถึง 15 หรือ 30 วินาที ก็สามารถเปิดรอไว้ได้เลยอย่างนี้เป็นต้น
            ช่วงเลนส์ที่เหมาะกับการถ่ายภาพพลุโดยมากจะอยู่ในช่วงเลนส์ไวด์หรือเลนส์มุม กว้าง แต่จะกว้างมากหรือน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่เราตั้งกล้องว่าห่าง จากจุดยิงพลุแค่ไหน รวมไปถึงขนาดและความสูงของพลุด้วย บางคนไม่อยากเข้าไปถ่ายในระยะใกล้เพราะหาทำเลตั้งกล้องยาก ต้องเบียดเสียดแย่งที่กับผู้คนจำนวนมาก อยู่ไกลหน่อยแล้วใช้เลนส์เทเลดึงภาพเอาดีกว่า วิธีนี้ก็พอได้ แต่อยากแนะนำว่าการถ่ายภาพพลุจากระยะไกลความสวยงามจะสู้การถ่ายจากระยะใกล้ ไม่ได้เลยครับ จากระยะไกลกล้องจะเก็บภาพพลุได้เฉพาะเส้นแสงที่เด่นชัดสว่างจ้าเท่านั้น แสงสีจางๆ โดยรอบและเส้นละอองฝอยเล็กๆ จะเลือนหายไปตามระยะทางยิ่งไกลเท่าไหร่ก็จะยิ่งไม่สามารถเก็บรายละเอียด เหล่านี้ได้ ภาพพลุจะดูเป็นเส้นแข็งลีลาไม่สวยงามเท่ากับการถ่ายระยะใกล้ หากเป็นไปได้อยากแนะนำให้ถ่ายด้วยเลนส์ไวด์ในระยะที่ไม่ไกลมากจะดีกว่า อาจต้องเหนื่อยกับการหาทำเลหน่อยแต่ผลที่ได้คุ้มค่ากว่าแน่นอน
firework_01

2. ขาตั้งกล้อง นี่คือสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับการถ่ายภาพพลุ ไม่ว่าจะใช้กล้องคอมแพ็คขนาดเล็กหรือกล้อง DSLR ตัวเขื่อง ก็จำเป็นต้องใช้ขาตั้งทั้งนั้น เพราะความเร็วชัตเตอร์ที่ใช้ต่ำมากไม่มีทางเลยที่จะใช้มือถือถ่ายให้คมชัด ได้ แนะนำให้ใช้ขาตั้งที่มั่นคงแข็งแรงเหมาะสมกับกล้องที่ใช้ ขาตั้งที่เล็กเบาอาจพกพาง่ายแต่อาจไม่นิ่งพอเมื่อต้องตั้งกล้องถ่ายบนตึกสูง ที่มักมีลมพัดแรงอยู่ตลอด แต่ถ้าหากใช้ขาตั้งที่ใหญ่และหนักเกินก็จะเป็นภาระจนเกินไป เอาแต่พอเหมาะที่สามารถรองรับกล้องเราได้นิ่งก็พอแล้วจะได้ไม่ต้องเหนื่อย กับการแบกขนอุปกรณ์เก็บเรี่ยวแรงไว้ตอนถ่ายดีกว่า

3. สายรีโมท หรือสายลั่นชัตเตอร์ ถ้า กล้องคุณสามารถใช้สายรีโมทหรือสายลั่นชัตเตอร์ได้ แนะนำว่าควรใช้เป็นอย่างยิ่ง การที่คุณต้องค่อยๆ ใช้นิ้วกดปุ่มชัตเตอร์ที่ตัวกล้อง ต่อให้นุ่มนวลและระมัดระวังแค่ไหนมันก็ยังมีโอกาสที่จะทำให้กล้องสั่นได้ ลองนึกดูว่าถ้าเลือกใช้โหมดชัตเตอร์ B และต้องกดปุ่มชัตเตอร์ค้างเป็นเวลานานหลายวินาที มือเราจะนิ่งพอรึป่าว การใช้สายรีโมทหรือสายลั่นชัตเตอร์เป็นวิธีที่ปลอดภัยและมั่นใจว่าจะได้ภาพ คมชัดแน่นอน แต่ถ้าหากกล้องที่ใช้ไม่สามารถใช้สายรีโมทได้ก็ให้ใช้โหมด Self Timer ตั้งเวลาถ่าย

4. ไฟฉายขนาดเล็ก ขอ ย้ำว่าขนาดเล็กก็พอนะครับ ไฟฉายที่ใหญ่เกินนอกจากเกะกะแล้วแสงที่สว่างมากของมันอาจไปรบกวนคนอื่นที่ ตั้งกล้องอยู่ใกล้ๆ เราจะใช้ไฟฉายส่องเฉพาะเวลาที่ต้องปรับตั้งกล้องหรือหยิบหาของในกระเป๋า เพราะเวลาที่จุดพลุบริเวณใกล้เคียงมักจะดับไฟให้มืดเพื่อจะได้ชมพลุได้อย่าง สวยงาม ถ้าหากเราตั้งกล้องอยู่ในบริเวณงานก็จะมองอะไรไม่ค่อยเห็นต้องอาศัยเจ้า ไฟฉายนี่แหละครับ พยายามพกไว้ในที่ที่หยิบใช้ได้สะดวกอย่างกระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกง หรือจะเป็นแบบไฟฉายพวงกุญแจก็ใช้ได้

5. ผ้าดำ กระดาษดำ หรือหมวกสีดำ สำหรับ คนที่ใช้กล้อง DSLR ขณะที่กดปุ่มชัตเตอร์เพื่อเปิดรับแสงค้างไว้ เราอาจใช้ผ้าสีดำ หรือกระดาษดำมาบังหน้าเลนส์ เพื่อเลือกเปิดรับแสงเป็นช่วงๆ ตามที่เราต้องการได้ ยกตัวอย่างเช่นในบางจังหวะที่มีการจุดพลุแบบเดิมซ้ำตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน เราก็อาจเลือกบันทึกแค่ชุดเดียวแล้วใช้ผ้าดำปิดคลุมหน้าเลนส์ไว้ รอจนมีการเปลี่ยนตำแหน่งพลุ หรือเปลี่ยนเป็นแบบอื่นในบริเวณที่ไม่ซ้ากันจึงค่อยเปิดผ้าออกเพื่อบันทึก ต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้บันทึกแสงบริเวณเดิมซ้ำกันมากจนทำให้โอเวอร์ แนะนำว่าควรหาผ้าที่มีสีดำทึบไม่เงาแต่มีน้ำหนักเบาเพื่อไม่ให้กล้องขยับ เคลื่อนเมื่อใช้ผ้าคลุมที่หน้าเลนส์ สำหรับตัวผมเองจะมีหมวกแก็ปสีดำใบเก่งที่ใช้อยู่เป็นประจำ เพราะมันเบาและคล้องปิดหน้าเลนส์ได้ง่าย แต่ต้องเตือนกันไว้หน่อยนะครับ สำหรับใครที่จะใช้วิธีนี้จังหวะที่ปิดหน้าเลนส์ต้องค่อยๆ วางหมวกลงไปคล้องที่หน้าเลนส์ไม่ใช่โยนขวับลงไปนะครับ เพราะตัวผมเองก็เคยพลาดมาแล้วจังหวะที่รีบๆ เลยแรงมือไปนิด ผลก็คือได้เป็นภาพเหลื่อมกลับมา

6. แบตเตอรีสำรอง การ ถ่ายภาพที่ต้องเปิดหน้ากล้องค้างเป็นเวลานานจะกินไฟมาก เพื่อความไม่ประมาทจึงควรมีแบตเตอรีสำรองไว้อีกสักก้อน หรืออย่างน้อยหากไม่มีแบตเตอรี่สำรองก็ต้องให้มั่นใจว่าได้ชาร์จแบตฯ ไว้เต็มที่แล้ว

firework_accessories
ข้อมูลยิ่งมากยิ่งได้เปรียบ

สำหรับการแสดงพลุหรือดอกไม้ไฟงานใหญ่ จะมีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้ากันเป็นเดือน ในฐานะช่างภาพคุณจำเป็นต้องรู้ข้อมูลของงานให้ได้มากที่สุด เป็นต้นว่า วันเวลา สถานที่ กำหนดการแสดงว่าเริ่มจุดตั้งแต่กี่โมงจนถึงกี่โมง งานแสดงพลุใหญ่ๆ ที่จัดเป็นประจำในไทยอย่างเช่นพลุ Seiko จะแจงละเอียดถึงประเภทของพลุที่จุดด้วยว่ามีกี่ชุด แต่ละชุดมีชื่อเรียกว่าอะไรเป็นพลุแบบไหน ขนาดความสูงและเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์กับช่างภาพมาก เพราะทำให้เราสามารถคะเนได้ล่วงหน้าว่าควรจะอยู่ห่างจากจุดยิงใกล้ไกลแค่ไหน เลนส์ช่วงใดจึงจะเหมาะ รวมไปถึงขนาดรูรับแสงที่ควรใช้ด้วย

สำหรับสถานที่ควรหาโอกาสเซอร์เวย์ล่วงหน้าไว้ก่อนหลายๆ ทำเล หากเป็นสถานที่ที่เคยแสดงเป็นประจำอย่างเช่นที่เมืองทองธานี หรือพลุ Seiko ที่สนามม้านางเลิ้ง ก็อาจสอบถามข้อมูลจากคนที่เคยถ่ายมาก่อนว่ามีจุดไหนที่สามารถตั้งกล้องถ่าย ได้บ้าง วิธีที่สะดวกและรวดเร็วก็คือการเซิร์ชหาจากอินเตอร์เนต ยิ่งงานใหญ่ก็ยิ่งต้องทำการบ้านให้มากหน่อย เพราะจะมีช่างภาพจำนวนมากแห่กันไปถ่าย

เมื่อได้ทำเลเป้าหมายแล้วก็ควรไปทำความรู้จักกับสถานที่จริงก่อนถึงวัน งานสักหน่อย สำรวจเส้นทางให้เรียบร้อยหากต้องการขับรถไปเองก็ควรต้องรู้ด้วยว่าจะสามารถ จอดรถไว้ตรงไหนได้สะดวกที่สุด อย่ารอให้ถึงวันงานแล้วค่อยไปขับรถตระเวนหา เพราะเคยได้ยินได้ฟังมามากแล้วประเภทที่เริ่มจุดพลุแล้วแต่ยังหาที่จอดรถไม่ ได้ ประเมินสถานการณ์ให้ดีว่าในวันจริงควรไปถึงจุดถ่ายล่วงหน้าสักกี่โมง ยิ่งทำเลดีคนก็ยิ่งแห่กันไปมากเป็นธรรมดา

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยเจอมาเมื่อครั้งไปถ่ายพลุที่เมืองทองธานี ทำเลยอดฮิตที่ถูกหมายตาเอาไว้มากที่สุดรวมทั้งตัวผมเองด้วย ก็คือตึกร้างใกล้ทะเลสาบบริเวณที่จุดพลุ ตึกที่ว่าสูงราวยี่สิบห้าชั้น แต่ละชั้นมีขอบระเบียงที่สามารถตั้งขากล้องได้แต่ไม่มากนัก ก่อนวันงานผมลอง ไปสำรวจสถานที่และเล็งไว้ว่าชั้นที่เหมาะสุดน่าจะประมาณชั้นที่สิบกว่า ในวันจริงกำหนดการแสดงพลุจะเริ่มตอนหนึ่งทุ่มตรง ผมเผื่อเวลาไว้มากพอสมควรเพราะคิดว่ายังไงเสียคงต้องมีช่างภาพไปกันเยอะแน่ๆ ผมไปถึงจุดหมายตอนเที่ยงตรง ก่อนงานเริ่มเจ็ดชั่วโมง หลังจากจอดรถได้ขณะจะเดินขึ้นตึกผมแหงนหน้าขึ้นไป มองว่ามีช่างภาพมาบ้างหรือยัง พระเจ้าช่วยกล้วยทอด! ผมอุทานอย่างนั้นจริงๆ เพราะภาพที่เห็นทุกชั้นมีขากล้องตั้งเรียงไว้แล้ว เท่าที่มองคร่าวๆ ยังไม่เห็นชั้นไหนว่างเลยสักชั้น ผมค่อยๆ เดินไต่บันไดขึ้นไปทีละชั้นๆ ผ่านทำเลที่หมายตาไว้แล้วก็ยังไม่มีทีท่าจะมีที่ว่าง บางชั้นผมเห็นมีเสื่อหมอนและเสบียงแบบพร้อมรบ เลยอดไม่ได้ที่จะถามไปว่ามากันตั้งแต่กี่โมง คำตอบที่ได้คือตั้งแต่แปดโมงเช้า โอ้ว ช่างภาพรุ่นใหม่ช่างไฟแรงกันจริงๆ ยกให้เลยครับในความพยายาม ส่วนผมต้องเดินขึ้นบันไดไปจนถึงชั้นบนสุดคือดาดฟ้าของตึกนั่นเองจึงพอจะมี ที่ว่างให้ตั้งกล้องได้บ้าง
เย็นวันนั้นยิ่งใกล้เวลาก็ยิ่งมีนักถ่ายภาพ ทยอยกันมามากยิ่งขึ้น และแต่ละคนก็ต้องผิดหวังวิ่งขึ้นวิ่งลงหาที่แทรกกันให้ควัก บางคนต้องจำใจตั้งกล้องอยู่แถวหลังพวกที่มาก่อน ถ่ายได้บ้างไม่ได้บ้างเพราะติดหัวคนข้างหน้าก็ต้องยอมรับสภาพกันไป นำมาเล่าให้ฟังไว้จะได้เตรียมความพร้อมกันให้ดี ข้อจำกัดของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถ้าหากว่าหน้าที่การงานของคุณทำให้ไม่สามารถไปจับจองที่ทางได้เหมือนอย่างคน อื่นก็ให้เลี่ยงไปดูทำเลอื่นสำรองเผื่อไว้ด้วย อย่าหวังแต่เพียงมุมมหาชนอย่างเดียว แน่นอนว่ามันอาจเป็นมุมถ่ายภาพที่ดี แต่หากว่าคุณไม่สามารถไปได้ทันก่อนคนอื่น มุมดีที่คนอื่นจับจองไปหมดแล้วก็อาจกลายเป็นมุมอับไม่มีที่ให้ถ่ายเลยก็ได้

firework_03
firework_04
firework_07
ขนาดรูรับแสง

สำหรับการถ่ายภาพพลุ แนะนำให้ใช้ความไวแสงที่ ISO 100 กล้องบางรุ่นค่า ISO ต่ำสุดอยู่ที่ 200 ก็ให้ใช้ที่ 200 ไม่ควรตั้งสูงเกินไปกว่านี้เพื่อรักษาคุณภาพของไฟล์ให้ดีที่สุด ที่ ISO 100 ขนาดรูรับแสงที่ใช้ได้ดีจะอยู่ในช่วง f8 ไปจนถึง f16 ขึ้นอยู่กับว่าพลุที่ถ่ายเป็นแบบไหน พลุแต่ละแบบจะมีสีสันและความสว่างไม่เท่ากัน ตรงนี้อาจต้องใช้ความช่างสังเกตหรือต้องอาศัยประสบการณ์สักหน่อย ขนาดรูรับแสง f5.6 - f8 เหมาะกับการถ่ายพลุที่มีขนาดไม่ใหญ่ หรือพลุประเภทลีลาซึ่งมักเป็นพลุขนาดเล็กจำนวนมากแตกตัวเป็นเม็ดสีวิ่งไปมา ในอากาศ หรือเป็นประกายระยิบระยับเน้นสีสันแต่ไม่สว่างมาก สำหรับพลุขนาดใหญ่ผมจะไม่นิยมใช้ขนาดรูรับแสงที่ f8 เพราะมันให้เส้นพลุที่หนาและมักให้แสงที่โอเวอร์ตรงกลางของดอกพลุที่แตกตัว ออกซึ่งเป็นจุดที่สว่างที่สุด ขนาดรูรับแสงที่เล็กแคบตั้งแต่ f11 เป็นต้นไปจะให้เส้นแสงของพลุที่เล็กเรียวเป็นฟุ้งฝอยได้ดีกว่า จาก ประสบการณ์ส่วนตัวผมมักจะใช้ขนาดรูรับแสง f11 เมื่อถ่ายพลุที่เป็นเส้นสีต่างๆ เช่นสีแดง สีน้ำเงิน หรือเขียว และจะใช้รูรับแสงขนาดเล็กแคบอย่าง f16 สำหรับถ่ายพลุที่เป็นแสงขาวสว่างเป็นปื้นที่มีลักษณะคล้ายทางมะพร้าวหรือต้น ปาล์มซึ่งจะสว่างมากเป็นพิเศษ

ในความเป็นจริงเราคงไม่สามารถล่วงรู้ได้ก่อนว่าพลุที่กำลังจะจุดนั้นเป็น แบบไหนสว่างมากน้อยเท่าใด แต่หากคุณเคยมีโอกาสได้ถ่ายภาพพลุมาก่อนหรือเคยได้ดูการแสดงพลุมาบ้าง ก็คงพอจะรู้ว่าพลุแต่ละแบบจะจุดเป็นชุดซ้ำกันหลายครั้งก่อนที่จะเปลี่ยนเป็น ชุดใหม่ หากไวพอเราก็สามารถหาค่ารูรับแสงที่เหมาะสมได้ทัน เมื่อถ่ายพลุลูกแรกของชุดผมจะเช็คแสงจากจอ LCD ก่อนทุกครั้งว่ารูรับแสงที่ใช้ให้เส้นแสงของพลุได้สวยงามอย่างที่ต้องการ หรือไม่ หากว่ายังก็จะปรับเปลี่ยนให้พอดีสำหรับพลุลูกต่อๆ ไป แต่ถ้าหากเป็นการจุดแบบผสมปนเปกันหลากหลายก็จะใช้วิธีตั้งขนาดรูรับแสงกลางๆ เช่น f8 หรือ f11 ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย

ปัจจัยสำคัญอีกอย่างในการเลือกขนาดรูรับแสงนั่นก็คือระยะเวลาในการเปิด ชัตเตอร์เพื่อบันทึกภาพ ถ้าหากว่าต้องการถ่ายแค่เพียงพลุอย่างเดียวตรงนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะ ต้องนำมาพิจารณา แต่หากตั้งใจอยากให้ภาพมีบรรยากาศของสถานที่ที่จุดพลุด้วย เราก็ต้องคำนึงถึงระยะเวลาในการเปิดชัตเตอร์ด้วยเพื่อให้ส่วนประกอบอื่นที เรานำมาไว้ในภาพได้รับแสงพอดี การเลือกใช้รูรับแสงขนาดเล็กทำให้ต้องเปิดชัตเตอร์เป็นเวลานานขึ้นจึงอาจทำ ให้บันทึกภาพได้จำนวนน้อย ตรงกันข้ามถ้าหากเลือกใช้รูรับแสงกว้างขึ้นเวลาในการเปิดชัตเตอร์ก็จะสั้นลง ทำให้มีโอกาสบันทึกภาพได้มากขึ้น ตรงนี้คงต้องขึ้นอยู่กับตัวผู้ถ่ายเองว่าจะเลือกแบบไหน

firework_06
ระยะเวลาในการเปิดรับแสง

การถ่ายภาพพลุก็คือการบันทึกเส้นแสงที่เคลื่อนที่ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะใช้วิธีการวัดแสงเช่นเดียวกับการถ่ายภาพทั่วไป อันที่จริงแล้วถ้าหากเป็นการถ่ายพลุเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีส่วนประกอบอื่น เข้ามาเกี่ยวก็แทบไม่มีความจำเป็นที่จะต้องวัดแสงเลยด้วยซ้ำ แค่เพียงแต่เราเลือกใช้รูรับแสงให้เหมาะกับประเภทพลุที่ถ่ายและควบคุม ชัตเตอร์ให้เปิดปิดตามช่วงเวลาที่พลุแตกตัวเพียงเท่านี้ก็ได้ภาพพลุแล้ว แต่คุณก็จะได้แค่เพียงภาพพลุกับฉากหลังมืดๆ เท่านั้น
หากต้องการถ่ายภาพ พลุโดยเก็บบรรยากาศสถานที่เอาไว้ด้วย เราก็จำเป็นต้องคำนึงถึงค่าแสงของสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาอยู่ในภาพด้วยเช่นกัน วิธีการก็คือให้วัดแสงไปยังจุดสำคัญในภาพเช่นตึกหรืออาคารด้วยระบบวัดแสงแบบ เฉพาะจุด โดยตั้งค่ารูรับแสงที่เราต้องการไว้เป็นหลักและหาค่าความเร็วชัตเตอร์ที่ ต้องใช้ว่าควรเปิดนานเท่าไหร่ แล้วใช้ค่าที่ได้นี้เป็นตัวอ้างอิงเวลาถ่าย ยกตัวอย่างเช่นถ้าเลือกรูรับแสงที่ f11 วัดแสงได้ค่าความเร็วชัตเตอร์ที่ 15 วินาที เวลาถ่ายพลุจริงก็ต้องพยายามเปิดชัตเตอร์ไม่ให้เกินไปกว่านี้มาก ไม่เช่นนั้นภาพตึกหรืออาคารที่เราเอาเข้ามาไว้ในภาพก็จะได้รับแสงมากเกิน แต่ถ้าเปิดชัตเตอร์ไม่ถึง 15 วินาทีก็จะได้รับแสงน้อยไป แนะนำว่าควรใช้ชัตเตอร์ B (bulb) ร่วมกับสายรีโมท เพราะบางครั้งพลุที่ยิงขึ้นมาเพียงลูกเดียวอาจดูน้อยไป การใช้ชัตเตอร์ B จะช่วยให้เราสามารถยืดเวลาถ่ายออกไปได้อย่างไม่จำกัดเพื่อรอเก็บภาพพลุหลายๆ ลูกมาไว้ในภาพเดียว โดยใช้ผ้าดำหรือหมวกปิดหน้าเลนส์ไว้ระหว่างที่รอพลุลูกต่อไป  วิธีการก็คือ ให้กดชัตเตอร์เมื่อพลุลูกแรกถูกยิงขึ้นฟ้าแล้วเริ่มนับเวลา ถ้าหากสายรีโมทที่ใช้สามารถล็อคชัตเตอร์ได้ก็ให้ล็อคค้างไว้ หากมีการเว้นช่วงก่อนที่จะยิงพลุลูกต่อไปก็ให้ใช้ผ้าดำคลุมหน้าเลนส์ไว้แล้ว หยุดนับเวลา แต่ต้องจำให้ได้ว่าก่อนคลุมผ้าเปิดชัตเตอร์ค้างไว้กี่วินาที เมื่อพลุลูกต่อไปถูกยิงขึ้นให้เปิดผ้าออกแล้วเริ่มนับเวลาต่อ ทำอย่างนี้จนครบเวลาจึงปลดล็อคสายรีโมท ใช้วิธีนับในใจไม่จำเป็นต้องจับเวลา ให้ตรงเป๊ะ เวลาที่คลาดเคลื่อนเพียงไม่กี่วินาทีจะเห็นผลต่างในภาพไม่มาก

firework_05
firework_08
Do's and Don'ts

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ลองมาดูว่าสิ่งที่ควรต้องทำเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพพลุที่สวยงามมีลำดับขั้นตอนอย่างไรบ้าง

-อันดับแรกต้องไปให้ถึงจุดถ่ายก่อนเวลาแสดงจะเริ่ม ยิ่งไปได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสจับจองพื้นที่ได้ก่อนและมีเวลาเตรียม ความพร้อมได้มาก เมื่อไปถึงตรวจสอบให้แน่ชัดว่าตำแหน่งที่ใช้ยิงพลุอยู่ตรง ไหน

-จัดการตั้งกล้องต่อสายรีโมทและตระเตรียมอุปกรณ์อื่นที่จะใช้ให้เรียบร้อย

-มองหาจุดที่น่าสนใจและลองจัดองค์ประกอบภาพคร่าวๆ ดูว่าช่วงทางยาวโฟกัส เลนส์ขนาดไหนที่เหมาะสม โดยประมาณความสูงของพลุและตำแหน่งจุดว่ากระจาย พื้นที่กว้างแค่ไหน

-เซทอัพค่าต่างๆ ของกล้องให้พร้อมใช้งาน ตรวจดูค่า ISO และโหมดไวท์แบลานซ์ ว่าอยู่ในโหมดที่ต้องการหรือไม่ สำหรับโหมดไวท์แบลานซ์จะเลือกใช้โหมดออโต้ หรือจะตั้งเป็นองศาเควินเองก็แล้วแต่ ถ้าใช้โหมดออโต้หรือหากตั้งเควินไว้ช่วง 5000K ภาพจะออกโทนส้มแดงเป็นส่วนใหญ่ตามสภาพแสงของไฟกลางคืน แต่จะได้สีสันของพลุสวยงามใกล้เคียงความจริง ถ้ากล้องที่ใช้มีระบบล็อคกระจกสะท้อนภาพก็ควรใช้ด้วยเพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด สุดๆ

-เมื่อใกล้ถึงเวลาเริ่มแสดงพลุให้วัดแสงและลองถ่ายทดสอบสภาพแสงบรรยากาศ ที่เราต้องการใช้เป็นส่วนประกอบของภาพเพื่อหาค่าที่จะใช้ในการเปิดชัตเตอร์ ที่ควรระวังอย่างหนึ่งก็คือตึกหรืออาคารต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณงานบางแห่งอาจถูกขอความร่วมมือให้ดับไฟเมื่อถึงเวลาแสดงพลุ เพื่อไม่ให้แสงไฟรบกวนการแสดงจะได้ชมพลุได้อย่างสวยงาม ต้องคอยสังเกตให้ดีและเตรียมแผนสำรองเอาไว้ด้วย ไม่ใช่วางตำแหน่งจัดองค์ประกอบไว้อย่างสวยงามมีตึกสวยเป็นฉากแต่พอการแสดงจะ เริ่มก็ดับไฟกันหมด เลยเอาแต่นั่งงงทำอะไรไม่ถูก

-เมื่อพลุลูกแรกถูกจุดขึ้น อย่าเพิ่งรีบร้อนตรวจสอบดูว่าขนาดภาพที่เราจัดไว้กับขนาดพลุเหมาะสมหรือไม่ ดูให้มั่นใจว่าไม่เล็กเกินไปหรือใหญ่จนล้นขอบ พร้อมกับโฟกัสภาพไปที่ตำแหน่งพลุยกเลิกระบบออโต้โฟกัสแล้วล็อคตำแหน่งไว้ให้ ดี อาจใช้เทปกาวติดยึดวงแหวนโฟกัสกับกระบอกเลนส์ไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ตำแหน่ง โฟกัสเคลื่อน ตรงนี้สำคัญนะครับเพราะขณะที่เรากำลังถ่ายอยู่บางครั้งต้องการปรับเปลี่ยน ซูมแล้วเผลอไปโดนวงแหวนโฟกัสอย่างไม่ตั้งใจ ก็ต้องเสียเวลามาหาตำแหน่งโฟกัสกันใหม่ แต่ถ้าไม่รู้ตัวว่าโฟกัสเคลื่อนภาพที่ถ่ายหลังจากนั้นก็อาจหลุดโฟกัสทั้งหมด

-คอยฟังเสียงพลุอย่างตั้งใจ ก่อนที่พลุจะแตกตัวบนท้องฟ้าเราจะได้ยินเสียงยิงจากพื้นก่อน ให้กดชัตเตอร์ได้เลยพร้อมกับเริ่มจับเวลา เมื่อพลุแตกตัวออกต้องคอยสังเกตและนึกภาพตามให้ดี จดจำตำแหน่งไว้ ระหว่างที่ชัตเตอร์ยังคงเปิดค้างอยู่หากพลุลูกต่อๆไปยิงขึ้นมาในตำแหน่งเดิม ซ้ำๆ ควรใช้ผ้าดำหรือหมวกปิดหน้าเลนส์ไว้เพื่อไม่ให้แสงพลุซ้อนกันจนดูมั่วหรือ แสงโอเวอร์จนเกินไป รอจนพลุยิงในตำแหน่งใหม่ค่อยเปิดผ้าออกนับเวลาต่อจนครบแล้วจึงปลดล็อคสาย ลั่นชัตเตอร์

-หลังจากบันทึกภาพแรกแล้วให้รีบเช็คค่าแสงดูด้วยจอ LCD ว่าขนาดรูรับแสงที่ใช้ให้เส้นพลุที่สวยงามตามที่ต้องการหรือไม่ มีอะไรแปลก ปลอมเข้ามาในเฟรมมั้ย เวลาเปิดรับแสงนานเกินหรือน้อยไปรึเปล่า ถ้ายังไม่ลงตัวก็รีบจัดการให้ถูกต้อง อย่าลืมเช็คโฟกัสด้วยว่าคมชัดมั้ยโดยขยายภาพดูอย่างละเอียด ถ้าทุกอย่างโอเคแล้วก็ถ่ายต่อได้เลย

ข้อควรระวัง

-ระหว่างถ่ายภาพอย่าให้มีอะไรมาสะกิดโดนขาตั้งกล้องอย่างเด็ดขาด

-คอยตรวจสอบภาพทุกครั้งที่มีโอกาสเพื่อป้องกันสิ่งที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด

-ระมัดระวังขณะใช้ไฟฉายอย่าให้แสงส่องไปรบกวนหรือถูกหน้าเลนส์กล้องคนอื่นเพราะอาจทำให้ภาพเขาเสียหายได้

-และสุดท้ายกระเป๋ากล้องควรวางไว้ใกล้ตัวด้านหน้าที่มองเห็นได้ตลอด อย่าวางไว้ด้านข้างหรือด้านหลังเด็ดขาด เพราะระหว่างที่กำลังลุ้นอยู่กับการถ่ายภาพคุณอาจลืมทุกสิ่งทุกอย่าง อุปกรณ์สุดรักอาจถูกฉกฉวยไปได้ง่ายๆ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดมาแล้วเพราะฉะนั้นไม่ควรประมาทเด็ดขาด

firework_smile

พลุ บางประเภทเราอาจบันทึกแสงได้ตั้งแต่พลุเริ่มแตกตัวจนดับหายไปในอากาศ แต่บางประเภทต้องใช้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น เช่นพลุที่แสดงเป็นรูปหรือตัวอักษร พลุประเภทนี้ควรใช้เวลาบันทึกแค่เพียงสั้นๆ ไม่เช่นนั้นเส้นแสงที่ลากยาวเกินอาจทับกันมั่วจนดูไม่ออกว่าเป็นตัวอะไร ในภาพตัวอย่างเป็นพลุรูปใบหน้ายิ้ม ถ่ายโดยใช้ขนาดรูรับแสง f11 ทั้งสองภาพ ภาพแรกใช้เวลาเปิดชัตเตอร์นาน 1/2 วินาที ส่วนภาพที่สองเปิดนาน 2 วินาที

firework_09

firework_11
ข้อมูลจาก ZMOS.NET    


Engine by MAKEWEBEASY